Make your own free website on Tripod.com

ประวัติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

 

 

 

เมื่อทรงเจริญพระชันษามากขึ้น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภูมิพลฯ ได้เสด็จเข้าศึกษาต่อมา ในระดับมัธยมศึกษา ที่โรงเรียน เอกอล นูแวล เดอลา ซืออิส โรมองต์ (Ecole Nouvelle de la Suisse Rormonide) นครโลซานน์ จนสำเร็จการศึกษา และทรงได้รับประกาศนียบัตร ทางอักษรศาสตร์จาก ยิมนาส กลาซีค กังโตนาล (Gymnas Classique Cantonal) แห่งนครโลซานน์ จากนั้นได้เสด็จเข้าศึกษาต่อ ในระดับอุดมศึกษา ที่มหาวิทยาลัยโลซานน์ (Lausanne University) โดยทรงเลือกศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์ แขนงวิชาวิศวกรรมศาสตร์
ทรงเสด็จขึ้นสืบราชสมบัติ

วันที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช 2489 เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เกิดขึ้น เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ถูกลอบปลงพระชนม์ ด้วยพระแสงปืน เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง คณะรัฐมนตรี ได้กราบบังคมทูล อัญเชิญสมเด็จพระน้องยาเธอเจ้าฟ้าภูมิพลฯ เสด็จขึ้น สืบราชสันตติวงศ์ ต่อจากสมเด็จพระบรมเชษฐา เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 9 แห่งบรมราชจักรีวงศ์ ทรงพระนามว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร ระหว่างที่เสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงมีพระชนมายุเพียง 19 พรรษา ยังไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดิน ด้วยพระองค์เองได้ ทางรัฐสภาจึงได้ทำการ แต่งตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแผ่นดินขึ้น ประกอบด้วย

1. พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมขุนชัยนาทนเรนทร (พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์) ซึ่งต่อมาทรงได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ ให้เป็นสมเด็จกรมพระยาชัยนาทนเรนทร
2. พระยามานวรราชเสวี
เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ยังทรงมีพระราชภารกิจด้านการศึกษา ทรงเสด็จพระราชดำเนินกลับไปยังประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ในปีพุทธศักราช 2489
พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส
วันที่ 28 เมษายน พุทธศักราช 2493 ณ วังสระปทุม โดยมีสมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี พระพันสัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงเป็นองค์ประธาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ทรงจดทะเบียนสมรส ตามกฎหมาย เช่นบุคคลสามัญทั่วไป โดยมีพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมขุนชัยนาทนเรนทร และ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ร่วมลงนามเป็นราชสักขี ท่ามกลางพระบรมวงศานุวงศ์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานรัฐสภา ผู้แทนรัฐบาลไทย และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ ให้มาร่วม ในพระราชพิธีนี้ จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ เสด็จฯ ขึ้นประทับ ยังห้องพระราชพิธี บนตำหนัก เพื่อรับพระราชทานน้ำ พระพุทธมนต์เทพมนต์ ตามโบราณราชประเพณี เสร็จแล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์อ่าน สถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ เป็น “สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์” แล้วพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มหาจักรีบรมราชวงศ์ ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุด แด่สมเด็จพระราชินิสิริกิติ์ จากนั้นพระราชทาน ของที่ระลึก เป็นหีบเงินขนาดเล็ก ที่มีพระปรมาภิไธยย่อ ภอ. และ สก.ให้แก่พระประยูรญาติ ที่ใกล้ชิดและราชสักขี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานพระราชทานเลี้ยง เป็นการภายใน ระหว่างพระญาติสนิท และข้าราชบริพารที่ใกล้ชิดเพียงไม่เกิน 20 คนเท่านั้น นับเป็นพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ที่หมดเปลืองน้อยมาก

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก
เป็นเครื่องแสดงว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงครองราชย์ ปกครองพสกนิกร ภายใต้รัฐธรรมนูญ ด้วยพระองค์เอง อย่างเป็นทางการ ได้ถูกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493 โดยก่อนหน้านั้นบางส่วน ของพระราชพิธี ได้มีการดำเนินการ มาบ้างแล้ว คือ
พิธีทำน้ำอภิเษก จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 18-19 มีนาคม พุทธศักราช 2493 โดยประธานฝ่ายสงฆ์ ประกาศประชุมเทวดา เพื่อทำน้ำอภิเษก และจุดเทียนชัย ซึ่งการทำน้ำอภิเษกนั้น จะกระทำ ณ พุทธเจดีย์สำคัญๆ จำนวน 18 แห่ง ทั่วราชอาณาจักรไทย อาทิ ที่พระพุทธบาท - จังหวัดสระบุรี ที่พระปฐมเจดีย์ – จังหวัดนครปฐม เป็นต้น
พิธีจารึก พระสุพรรณบัฏ ดวงพระราชสมภพและพระราชลัญจกร ถูกจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-21 เมษายน พุทธศักราช 2493 โดยมีหลวงบรรเจิดอักษรการ (ทับ สาตราภัย) เป็นอาลักษณ์จารึก พระปรมาภิไธย ในพระสุพรรณบัฏ พระยาโหราธิบดี (แหยม วัชรโชติ) เป็นผู้จารึก ดวงพระราชสมภพ หม่อมเจ้าสมัยเฉลิมกฤดากร เป็นผู้แกะ พระราชลัญจากร ประจำรัชกาล และพระครูวามเทพมุนี (สวาสดิ์ รังสิพราหมณกุล) เป็นผู้เจิมพระราชลัญจกร
พิธีถวายสักการะ สมเด็จพระบรมราชบุพการี การพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 5 พฤษภาคม เป็นวันที่สำคัญ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปยังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เพื่อทรงสรงพระมุธาภิเษก จากนั้นทรงเครื่องบรมขัตติยมหาราชภูษิตาภรณ์ เสด็จฯ ออก ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ เพื่อทรงรับน้ำอภิเษก พระสุพรรณบัฎ เบญจรสชกกุธภัณฑ์ เครื่องขัตติยราชูปโภค และพระแสงราชศัตราวุธ แล้วทรงหลั่งน้ำทักษิโณทก ทรงตั้งพระราชสัตยาธิษฐาน

"เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนชาวสยาม"

นอกจากนี้ในวันที่ 6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493 ได้มีพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร อันเป็นพิธีสุดท้ายในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยมีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้านภาพรประภากรมหลวงพิทยรัตนกิริฏกุลินี และพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าประดิษฐาสารี เป็นผู้ทรงลาดพระที่ราชบรรจถรณ์ ซึ่งเป็นพระราชประเพณี ที่พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี ทุกพระองค์ จะเสด็จฯ มาบรรทมบนพระแท่นนี้เป็นเวลา 1 คืน ในโอกาศนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ให้ทรงดำรงฐานันดรศักดิ์ เป็นี่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีอีกด้วย

วันที่ 7 และ 8 พฤษภาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ออก ณ ท้องพระโรงกลาง พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และที่สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรยปราสาท พระราชทานพระบรมราชวโรกาส ให้คณะทูตานุทูต และประชาชนชาวไทย เข้าเฝ้าทูลละอองทุลีพระบาท ถวายพระพรชัยมงคลตามลำดับ นับเป็นอันเสร็จสิ้น การพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
ทรงผนวช
ด้วยที่ทรงเลื่อมใส ในพระพุทธศาสนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีพระราชประสงค์ ที่จะทรง ผนวช เพื่อที่จะ ทรงมีโอกาศได้ คุ้นเคยใกล้ชิด พระธรรม คำสั่งสอน ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามากยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นการสนอง พระคุณพระราชบุพการี ตามคตินิยมของไทยอีกด้วย ในการนี้ นายกรัฐมนตรีได้ กราบบังคมทูล ขอรับเป็นภาระ ในการตระเตรียม พระราชพิธีผนวชทั้งหมด
พระราชพิธีดังกล่าว ได้ถูกจัดขึ้น ในวันที่ 22 ตุลาคม พุทธศักราช 2499 ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง โดยมี สมเด็จพระสังฆราช (หม่อมราชวงศ์ชื่น นพวงศ์ฉายา สุจิตโต ป. 7) วัดบวรวิหาร ทรงเป็นองค์อุปัชฌายะ และถวายศีล พระศาสนโสภณ เป็นพระราชกรรมวาจาจารย์ สมเด็จพระวันรัตน์ เป็นพระอนุศาสนาจารย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับถวาย สมญานาม ว่า ภูมิพโล
ตลอดระยะเวลา 15 วัน (ระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม ถึง 5 พฤศจิกายน) ที่ทรงอยู่ใน เพศบรรพชิตนั้น ทรงประทับอยู่ ณ พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศวิหาร และได้ทรงบำเพ็ญวัตรปฏิบัติ เยี่ยงภิกษุทั้งหลาย ทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นการเสด็จ ออกรับบิณฑบาต จากชาวบ้านทั่วไป หรือการปฏิบัติสังฆกิจต่างๆ อย่างเคร่งครัด
อนึ่ง ในระหว่างที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงผนวชอยู่นั้น ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการ แทนพระองค์ ในการปฏิบัติ พระราชกรณียกิจต่างๆ ซึ่งก็ทรงสามารถปฏิบัติ ได้อย่างเรียบร้อย เป็นที่พอพระราชหฤทัย และเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลาผนวช แล้วได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระอภิไธย ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เป็น " สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ "
พระราชโอรสและพระราชธิดา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ทรงมี พระราชโอรสและพระราชธิดารวม 4 พระองค์ดังนี้
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตน์ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ประสูติ ณ โรงพยาบาลมองซัวซี เมืองโลซานน์ เมื่อวันที่ 5 เมษายน พุทธศักราช 2494 ทรงสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนจิตรลดา จากนั้นเสด็จฯ ไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา และต่อมาได้ลาออกจากฐานันดรศักดิ์ (ปัจจุบันทรงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นท่านผู้หญิง) เพื่อสมรสกับ มิสเตอร์ปีเตอร์ เลด เจนเซ่น (Mr. Peter Jensen) ทรงมีพระโอรสและธิดา รวม 3 องค์ คือ คุณพลอยไพลิน เจนเซ่น คุณภูมิ เจนเซ่น คุณสิริกิติยา เจนเซ่น
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ บรมจักรยาดิศรสันตติวงศ์ เทเวศรธำรงสุรบริบาล อภิคุณประการมหิตลาดุลยเดชภูมิพลนเรศวรางกูร กิติสิริสมบูรณ์สว่างควัฒน์บรมขัตติยราชกุมาร ประสูติเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พุทธศักราช 2495 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ทรงสำเร็จการศึกษาขั้นต้นจากโรงเรียนจิตรลดา แล้วจึงเสด็จฯ ไปทรงศึกษาต่อที่โรงเรียนคิงส์มีด แคว้นซัสเซกส์ และโรงเรียนมิลฟิลด์ แคว้นซอมเมอร์เซท ประเทศอังกฤษ ตามลำดับ ก่อนที่ทรงไปศึกษาต่อ ที่โรงเรียนคิงส์สกูล ที่นครซิดนีย์ จนสำเร็จการศึกษา จากวิทยาลัยการทหารดันทรูน กรุงแคนเบอร่า ประเทศออสเตรเลีย ในวันที่ 28 ธันวาคม พุทธศักราช 2515 ทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เฉลิมพระนามาภิไธย เป็นที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฏราชกุมาร สมเด็พระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงมีพระราชธิดาที่ประสูติ แต่พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาธินัดดามาตุ 1 พระองค์ คือ พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา กับทรงมีพระราชโอรสพระราชธิดาอีก 5 องค์ ที่ประสูติแต่หม่อมสุจาริณี มหิดล ณ อยุธยา ดังนี้ คือ หม่อมเจ้า จุฑาวัชร มหิดล ณ อยุธยา หม่อมเจ้า วัชรเรศร มหิดล ณ อยุธยา หม่อมเจ้า จักรีวัชร มหิดล ณ อยุธยา หม่อมเจ้า วัชรวีร์ มหิดล ณ อยุธยา หม่อมเจ้าหญิง บุษยน้ำเพชร มหิดล ณ อยุธยา
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินทรเทพรัตนสุดา กิตติวัฒนาดุลย์โสภาคย์ ประสูติเมื่อวันที่ 2 เมษายน พุทธศักราช 2498 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ต่อมาทรงได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระอิสริยยศ เป็นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรี สิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2520
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ประสูติเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พุทธศักราช 2500 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ต่อมาทรงอภิเษกสมรสกับเรืออากาศโทวีระยุทธ ดิษยะศริน เมื่อวันที่ 7 มกราคม พุทธศักราช 2524 ทรงมีพระธิดา 2 พระองค์ คือ พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริภา จุฑาภรณ์ พระเจ้าหลานเธอ พระองค็เจ้าอาทิตยาทรกิติคุณ

ในหลวงกับสภาพความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของคนไทย
จากการเสด็จฯออกเยี่ยมเยียนราษฎรด้วยพระองค์เองนี้ ทำให้ทรงพบว่าราษฎรไทย มีปัญหาอย่างมากในเรื่องฐานะความเป็นอยู่ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาต่อเนื่องไม่ สามารถตัดตอนแก้ไขเฉพาะส่วนได้เลย ซึ่งหากจะทรงพัฒนาและแก้ไขแล้วจะต้อง ทรงทำไปพร้อมๆ กันทั้งหมดทุกด้าน ไม่ว่าจะด้านการพัฒนาแหล่งน้ำและชลประทาน ด้านการพัฒนาที่ดิน ด้านเกษตรกรรม ด้านการศึกษาวิจัย ด้านการแพทย์และการ สาธารณสุขด้านการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติ ด้านอาชีพเสริมและอื่นๆและเหล่านี้ คือที่มาของโครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดำริซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 1000 โครงการ และนับวันก็จะขยายกว้างขวางออกไปตามลำดับ

http://kmitnb05.kmitnb.ac.th/~cs46324