Make your own free website on Tripod.com

ด้านการศึกษาวิจัย

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงความจริง ที่ว่าเกษตรกร ส่วนใหญ่ของไทยได้รับการศึกษาน้อย จึงยากที่จะเข้าใจถึงหลักวิชาการสมัยใหม่ สมควร ที่จะได้รับอบรมถ่ายทอดความรู้ ด้วยวิธีที่ถูกต้องเหมาะสม ประกอบกับประชาชนในภูมิภาค ต่าง ๆ ของประเทศมีความแตกต่างกัน ทั้งใน ด้านภูมิศาสตร์ สภาพแวดล้อม ตลอดจน ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม ทำให้ราษฎรในภาคต่าง ๆ มีแบบแผนในการ ดำเนินชีวิต และฐานะทางเศรษฐกิจ ที่แตกต่างกันไปด้วย ดังนั้น เพื่อให้การพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิต ของราษฎร ในท้องถิ่นต่างๆ เป็นไปบนพื้นฐาน แห่งความเป็นจริงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึง ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราช ดำริขึ้น

หน้าที่ของศูนย์การพัฒนาฯ คือ

การให้บริการทางด้านเทคโนโลยีการเกษตรรวมทั้ง เผยแพร่ข่าวสาระ การพัฒนาที่ทันสมัย สอดคล้องกับสภาพของท้องถิ่นไปยังประชาชน และพัฒนากรในพื้นที่เป้าหมายนั้นๆ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ นี้ เปรียบเสมือนเป็น แบบจำลองใน การจัดกิจกรรมด้านการพัฒนาต่างๆ ที่ถูกนำมารวบรวมไว้ในที่เดียวกัน เพราะจะมีการค้นคว้าวิจัย ในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กับการเกษตร หลังจากการทดลอง ได้ผลดีแล้ว จะมีการเผยแพร่และสาธิต เพื่อเป็นแนวทาง ให้กับประชาชน ได้เห็นได้สัมผัสด้วยตนเอง ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงเป็นผู้เลือก สถานที ที่ะจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ เหล่านี้ ด้วยพระองค์เอง เพื่อให้เป็นที่แน่ พระทัยว่า สถานที่นั้น ๆ เหมาะสมที่สุด ที่จะบริการในด้านการพัฒนาต่างๆ ตามที่ ทรงตั้งเป้าหมายไว้
ปัจจุบันมีการจัดตั้งศูนย์การพัฒนาฯ ขึ้นแล้วจำนวน 6 แห่ง ในท้องที่เขตภูมิภาคต่าง ๆ ดังนี้ คือ
1. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ห้วยฮ่องไคร้ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม ่
2. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ภูพาน อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
3. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ เขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา
4. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯอ่าวคุ้งกระเบน อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี
5. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ห้วยทราย อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
6. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ พิกุลทอง อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส
ด้านการแพทย์และสาธารณสุข

ในการเสด็จฯ เยี่ยมเยียนราษฎร ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพบว่ามีราษฎรเป็นจำนวนมากที่เจ็บป่วย เพราะขาดความรู้ในการดูแลรักษาตนเอง บ้างก็ไม่มีกำลังทรัพย์ที่จะใช้ในการรักษาซึ่งทรงถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรีบแก้ไขด้วย ทรงมีพระราชดำริว่า “ถ้าคนเรามีสุขภาพเสื่อมโทรม ก็จะไม่สามารถพัฒนา ชาติได้เพราะทรัพยากร ที่สำคัญของประเทศชาติก็คือพลเมืองนั่นเอง”


ดังนั้นในขั้นแรกได้ทรงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แพทย์ประจำพระองค์และแพทย์ในขบวนเสด็จ ทำการตรวจรักษาคนไข้ เฉพาะรายที่ทรงพบ ในหมู่บ้านราษฎรที่ทรงพบในหมู่บ้านราษฎรที่รอเฝ้ารับเสด็จฯ ต่อมาคนไข้ได้เพิ่มจำนวนมากขึ้นเป็นลำดับ จึงทรงมีพระราชดำริว่า ควรจะมีหน่วยงานรับผิดชอบในด้านนี้เพิ่มขึ้น เพื่อให้การบำบัดรักษาโรคภัยได้ผลสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้จึงมีการจัดตั้งโครงการต่างๆ ในด้านนี้ขึ้น ดังนี้

1.โครงการหน่วยแพทย์พระราชทาน : เป็นคณะแพทย์ที่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ออกไปทำการรักษาราษฎรผู้ป่วยเจ็บถึงบ้าน ตามคำกราบบังคมทูล ของหม่อมเจ้าภีศเดชรัชนี ที่ว่าควรจะมีแพทย์ไปตรวจรักษาราษฎรในเขตที่มีผู้ก่อการร้าย คุกคามในแถบภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ซึ่งต่อมาหน่วยแพทย์พระราชทาน ก็ได้รับความช่วยเหลือจากแพทย์ในจังหวัด นั้นๆออกร่วมปฏิบัติการด้วย ปัจจุบันแม้ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์จะหมดสิ้นไปแล้ว หน่วยแพทย์พระราชทานนี้ ก็ยังคงออกให้บริการ ในถิ่นทุรกันดารตามแต่จะทรงมีพระราชบัญชา
2.โครงการแพทย์หลวงเคลื่อนที่พระราชทาน :ขณะที่เสด็จแปรพระราชฐาน ไปยังต่างจังหวัด จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แพทย์หลวงที่ตามเสด็จ ทำการตรวจรักษาคนไข้ ณ จุดตรวจที่บริเวณหน้าพระตำหนักที่ประทับ ซึ่งปรากฏว่ามีประชาชนมาขอรับบริการเป็นจำนวนมากในแต่ละครั้ง
3.โครงการแพทย์พิเศษตามพระราชประสงค์ : ในท้องที่ที่ประชาชนส่วนใหญ่ มีฐานะไม่ดีสุขภาพไม่ดี การคมนาคมไม่สะดวก และมีสถานบริการทางสุขภาพ อนามัยอยู่เพียงแห่งเดียว เช่น ที่กิ่งอำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะช่วยบรรเทาทุกข์ของราษฎรเหล่านี้ จึงทรงขอให้หน่วยราชการ จัดคณะแพทย์ หมุนเวียนกันเข้าไปให้บริการตรวจรักษาประชาชนเป็นประจำ

4.หน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่พระราชทาน : เป็นทันตแพทย์ อาสาสมัคร ในรูปหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ตามพระราชดำริ เดินทางออกไป ช่วยเหลือบำบัดรักษาโรคที่เกี่ยวกับฟันโดยไม่คิดมูลค่า รวมทั้งยังสอน การรักษาอนามัยของปากและพันให้แก่นักเรียนและราษฎร ที่อาศัยอยู่ในเขตทุรกันดารห่างไกลในทุกภาค ของประเทศ

5. โครงการศัลยแพทย์อาสาราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย : เกิดจากการที่คนไข้ จำนวนมากในพระบรมราชานุเคราะห์ เป็นคนไข้ที่ต้องรักษาด้วยการผ่าดัด ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย จึงจัดโครงการศัลยแพทย์อาสาถวาย โดย การส่งคณะศัลยแพทย์ ที่มีความชำนาญในสาขาต่างๆ ไปทำการผ่าตัดรักษา ตามโรงพยาบาลประจำจังหวัดที่ทรงแปรพระราชฐานโดยทำงานร่วมกันกับหน่วยแพทย์พระราชทาน

6.โครงการแพทย์ หู คอ จมูก และโรคภูมิแพ้พระราชทาน : มีราษฎรเป็นจำนวนมากที่เจ็บป่วยด้วยโรคเรี่ยวกับ หู คอ จมูก และโรค ภูมิแพ้ ซึ่งจำเป็นต้องรับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาเหล่านี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดหน่วยแพทย์อาสาสมัคร ในโรคดังกล่าว ผลัดกันออกไปปฎิบัติหน้าที่ ประจำอยู่ในโรงพยาบาล ประจำจังหวัดที่เสด็จแปรพระราชฐาน โดยในระยะแรกๆมี พล.ท. นายแพทย์อัศวิน เทพาคำ เป็นหัวหน้าชุด

7.โครงการอบรมหมอหมู่บ้านในพระราชประสงค์ : ความเจ็บป่วยของราษฎรจำนวนไม่น้อย เกิดจากการไม่ได้รับการรักษาพยาบาล เบื้องต้นอย่างถูกต้อง ประกอบกับไม่มีสถานพยาบาลอยู่ใกล้เลย บ้างก็เกิดจากการ บริโภคอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ จึงทรงมีพระราช ดำริ จัดตั้งโครงการอบรมหมอหมู่บ้านขึ้น โดยคัดเลือกคนในหมู่บ้าน ที่พออ่านออกเขียนได้ มารับการฝึกอบรมในเรื่องการรักษา พยาบาลเบื้องต้น การรักษาโรคอย่างง่ายๆ การโภชนาการ เพื่อฐานะที่จะช่วยเหลือเพื่อนร่วมหมู่บ้านได้

http://kmitnb05.kmitnb.ac.th/~cs46324